วันนี้ (17 ก.ย. 69) ที่ ห้องประชุมตากสิน ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการในสังกัด เข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อราชการเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมในหลายมิติ อาทิ การแก้ไขปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น, การบริหารจัดการ Data Center ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงการจัดระเบียบสังคมในหลายพื้นที่ เช่น ปัญหาสุสานชาวต่างชาติและสถานบริการในจังหวัดฉะเชิงเทรา, การตรวจสอบการจัดตั้ง "ซาบัด ป่าตอง" จังหวัดภูเก็ต และสถานรับเลี้ยงเด็กเถื่อนบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โอกาสนี้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้เน้นย้ำข้อสั่งการเพื่อให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติ ได้แก่ การเตรียมรับมือและแจ้งเตือนภัยในช่วงฤดูฝน โดยกำชับให้พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด และเร่งแก้ปัญหาระบบการแจ้งเตือนภัย (เช่น Cell Broadcast หรือ SMS) ในช่วงเวลากลางดึกที่มักพบว่าขาดการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ส่งผลให้การแจ้งเตือนประชาชนล่าช้า อีกทั้งได้สั่งการให้มีความเข้มงวดด้านมาตรการความปลอดภัยจากอัคคีภัยในสถานที่ราชการ โดยเฉพาะการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและปลั๊กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเพลิงไหม้ ดังเช่นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจากเหตุเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้มีการถอดบทเรียนจากเหตุสะเทือนขวัญกรณีความขัดแย้งในครอบครัวที่นำไปสู่การก่อเหตุยิงกันในศูนย์เด็กเล็ก จังหวัดชลบุรี โดยแม้ทางสถานหน้าที่จะมีมาตรการและแผนเผชิญเหตุ แต่ยังมีช่องโหว่จากการที่ผู้ก่อเหตุอาศัยจังหวะขับรถแทรกเข้าไป จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาหมั่นสังเกตและสแกนปัญหาความขัดแย้งของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อเข้าพูดคุยไกล่เกลี่ยก่อนเกิดเหตุบานปลายที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยและสภาพจิตใจของเด็กเล็ก และข้อสั่งการสุดท้าย คือความคืบหน้าในการติดตามผู้กระทำผิดทางเพศ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมจัดทำบัญชีรายชื่อและคัดกรองจัดระดับความเสี่ยง โดยเร่งรัดให้ทางจังหวัดและอำเภอรวบรวมข้อมูลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ติดตามและดูแลความปลอดภัยให้กับสังคมอย่างรัดกุมต่อไป